ก่อนหน้า
รายนามผู้บริหาร มทส. ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป
ช่วงปลายฤดูฝนต่อเนื่องเข้าสู่ต้นฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่สภาพอากาศมีความแปรปรวนสูง ทั้งความชื้นสะสมจากฝนที่ยังคงตกประปราย และอุณหภูมิที่ลดลงในช่วงเช้าและช่วงกลางคืน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ร่างกายของคนส่วนใหญ่ปรับตัวได้ยาก ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลดลงและเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินหายใจ โรคระบบทางเดินอาหาร โรคผิวหนัง หรือแม้แต่อาการเจ็บป่วยที่มากับยุงลายอย่างไข้เลือดออก
สำหรับองค์กร สภาพแวดล้อมและลักษณะการทำงานร่วมกันในพื้นที่ปิดหรือกึ่งปิดอาจเอื้อต่อการแพร่กระจายของโรคโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น องค์กรจึงควรส่งเสริมความรู้และสร้างความตระหนักในการดูแลสุขภาพให้แก่บุคลากร เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดอัตราการลาป่วย และสร้างความปลอดภัยด้านสุขภาพภายในอาคารสถานที่ทำงาน
โรคที่พบได้บ่อยในช่วงปลายฝนต้นหนาว
1. โรคระบบทางเดินหายใจ : ช่วงที่อากาศเย็นลงประกอบกับความชื้นสูงทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายได้ดี โรคที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หลอดลมอักเสบ และ ปอดบวม
ซึ่งบุคลากรที่ทำงานในพื้นที่แออัดหรือทำงานในห้องปรับอากาศตลอดวันมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากอาจได้รับเชื้อจากผู้ป่วยรายอื่นโดยตรง หรือผ่านพื้นผิวต่าง ๆ ที่ใช้ร่วมกัน
2. โรคทางเดินอาหาร : ความชื้นสูงทำให้อาหารบูดเสียง่ายและเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากเชื้อโรคมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารที่ไม่ปรุงสุกใหม่ หรือแช่ไว้ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม อาการที่พบ ได้แก่ อาเจียน ท้องเสีย อุจจาระร่วงเฉียบพลัน อาหารเป็นพิษ สำหรับองค์กรที่มีโรงอาหารหรือร้านค้าสวัสดิการ ความสะอาดและมาตรฐานอาหารจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ควรตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
3. โรคที่เกิดจากยุงลาย (ไข้เลือดออก) : แม้จะเข้าสู่ช่วงก่อนฤดูหนาว แต่ยุงลายยังคงเจริญเติบโตได้ดีจากแหล่งน้ำขังที่ยังหลงเหลืออยู่ ทั้งบริเวณรอบอาคาร สวนต้นไม้ ถาดรองกระถาง หรืออุปกรณ์ที่มีน้ำค้างอยู่เพียงเล็กน้อย ซึ่งเพียงพอต่อการเพาะพันธุ์ของยุงลายได้ ไข้เลือดออกเป็นโรคที่มีอาการรุนแรง และหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหรือเสียชีวิตได้
วิธีการดูแลสุขภาพในช่วงปลายฝนต้นหนาว
1. ดูแลสุขภาพร่างกายพื้นฐานให้แข็งแรง
> การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยลดโอกาสการเจ็บป่วย
> รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักผลไม้ที่มีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ
> ดื่มน้ำอย่างเพียงพอวันละ 6–8 แก้ว
> พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7–8 ชั่วโมง
> ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันและเพิ่มความแข็งแรงของระบบหายใจ
2. ป้องกันโรคทางเดินหายใจ
> ล้างมือเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังสัมผัสพื้นที่ส่วนกลาง
> สวมหน้ากากเมื่อมีอาการไอ จาม หรือเมื่อต้องอยู่ใกล้ชิดผู้อื่น
> หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ใช้ของร่วมกับผู้อื่น หรืออยู่ในพื้นที่ปิดนาน ๆ โดยไม่ถ่ายเทอากาศ
> หากมีอาการป่วย ควรหยุดพักหรือพบแพทย์เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ
3. บริโภคอาหารอย่างปลอดภัย
> เลือกอาหารปรุงสุกใหม่และใช้วัตถุดิบที่สดสะอาด
> หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสี กลิ่น หรือรสผิดปกติ
> หลีกเลี่ยงอาหารที่วางทิ้งไว้นานในอุณหภูมิห้อง
> ดื่มน้ำดื่มสะอาดจากแหล่งที่เชื่อถือได้หรือผ่านการฆ่าเชื้อ
4. ป้องกันยุงลายและโรคไข้เลือดออก
> กำจัดแหล่งน้ำขังภายในและรอบบริเวณที่ทำงานหรือที่พักอาศัย
> ปิดฝาภาชนะใส่น้ำให้มิดชิด
> เปลี่ยนน้ำในแจกันหรือถาดรองต้นไม้ทุก 7 วัน
> ใช้ยาทากันยุงหรือมุ้งลวดเพื่อป้องกันการกัด
5. ปรับตัวให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ
> พกเสื้อกันหนาวหรือผ้าคลุมเมื่อออกนอกอาคารหรืออยู่ในห้องปรับอากาศ
> รีบอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังเปียกฝน
> หลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพอากาศหนาวชื้นเป็นระยะเวลานาน
> สังเกตอาการของตนเองและหลีกเลี่ยงการทำงานหนักเมื่อมีสัญญาณเจ็บป่วย
สุดท้ายนี้ ช่วงปลายฝนต้นหนาวเป็นช่วงเวลาที่บุคลากรมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่ไม่เสถียร การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติตามหลักการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคติดต่อ ลดอัตราการลาป่วย และช่วยให้บุคลากรมีความพร้อมในการปฏิบัติงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ องค์กรที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพของบุคลากรย่อมมีความได้เปรียบในด้านประสิทธิภาพการทำงาน ความปลอดภัย และความยั่งยืนของการดำเนินงานในทุกฤดูกาล
แหล่งที่มาของข้อมูล
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (Thailand DDC): แนวทางป้องกันโรคตามฤดูกาล
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข: คำแนะนำการดูแลสุขภาพในสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง
- องค์การอนามัยโลก (WHO): Seasonal disease prevention guidelines
- ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC): Respiratory and gastrointestinal disease prevention
Professionalism
Relationship
Integrity
Delight