มทส. ร่วมมือ “สถาบันธรรมชาติบำบัดแห่งชาติ (NIN) กระทรวงอายระเวท อินเดีย” หนุนโคราช–ไทย สู่ปลายทางสุขภาพ และเวลเนสมาตรฐานสากล ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ Medical Hub และ Wellness Economy

มทส. ร่วมมือ “สถาบันธรรมชาติบำบัดแห่งชาติ (NIN) กระทรวงอายระเวท อินเดีย”
หนุนโคราช–ไทย สู่ปลายทางสุขภาพ และเวลเนสมาตรฐานสากล
ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ Medical Hub และ Wellness Economy
 
 

     มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ทางวิชาการกับ National Institute of Naturopathy (NIN) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ Ministry of AYUSH สาธารณรัฐอินเดีย เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้าน ธรรมชาติบำบัดและโยคะ (Naturopathy & Yoga) และอายุรเวท (Ayurveda) ครอบคลุมการพัฒนากำลังคน การยกระดับมาตรฐานบริการ การวิจัยและการทดลองทางคลินิก รวมถึงการพัฒนาแนวทางการผสานศาสตร์การดูแลสุขภาพเชิงบูรณาการ (ไทย-อินเดีย) ให้สอดคล้องกับระบบบริการสุขภาพสมัยใหม่ 

 
 
 
 
 
    เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ณ ห้องสุรนารี ชั้น 2 อาคารสุรสัมมนาคาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิชัย แสงอาทิตย์ รักษาการแทนอธิการบดี มทส. และ  Shri Amarendra Singh ผู้อำนวยการสถาบัน NIN เป็นผู้ลงนามหลัก พร้อมพยานผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนความร่วมมือ อาทิ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พันทิพย์ ปิยะทัศนานนท์ รักษาการแทนผู้อำนวยการเทคโนธานี มทส., อาจารย์ ดร.มัลลิกา สังข์สนิท หัวหน้า ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านความเป็นผู้ประกอบการ มทส., Mr. Bandhan Gupta (CH2 World Foundation), และ คุณภัททดา สามัคคี (บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด) รวมถึงได้รับเกียรติจาก Shri Nishant Mehra (Officer on Special Duty) จากกระทรวง AYUSH อินเดีย ร่วมเป็นสักขีพยาน หลังพิธีลงนาม ศาสตราจารย์ ดร.หนึ่ง เตียอำรุง หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการเกษตร มทส. นำคณะเข้าชมศูนย์สุขภาพ SUT Wellness Academy การสาธิตการฟื้นฟูสุขภาพตำรับแพทย์แผนไทยประยุกต์ในโอกาสนี้ด้วย
 
 
 
 
 

รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิชัย แสงอาทิตย์ รักษาการแทนอธิการบดี มทส. กล่าวว่า “ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ โดยไทยได้รับการเสริมศักยภาพด้านมาตรฐานองค์ความรู้และเครือข่ายนานาชาติ ขณะที่อินเดียได้รับเวทีขยายความร่วมมือเชิงวิชาการและการประยุกต์ใช้ศาสตร์ AYUSH ในบริบทระบบสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของอาเซียน ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือสำคัญประกอบด้วย

1.       การวิจัย (Joint Research)
ร่วมทำวิจัยเชิงหลักฐาน รวมถึงการศึกษาเปรียบเทียบกับการแพทย์แผนปัจจุบัน และการยืนยันผลลัพธ์ของการดูแลสุขภาพด้วย Naturopathy & Yoga/Ayurveda อย่างเป็นระบบ

2.       การพัฒนามาตรฐานและแนวทางบูรณาการสู่ระบบสุขภาพกระแสหลัก
มุ่งพัฒนาแนวทาง/คู่มือมาตรฐานระดับสากลสำหรับการผสานศาสตร์การดูแลสุขภาพเชิงบูรณาการ พร้อมให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัย–คุณภาพ–ประสิทธิผล” ของบริการและแนวปฏิบัติ

3.       การพัฒนาหลักสูตรและกำลังคน (Curriculum & Certification Programs)
ร่วมพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตร/การรับรองสมรรถนะสำหรับบุคลากรสุขภาพในประเทศไทย เพื่อยกระดับทักษะเชิงปฏิบัติและเพิ่มความน่าเชื่อถือเชิงมาตรฐาน

4.       การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญและการตั้งตำแหน่งวิชาการ (Chairs & Expert Exchange)
สนับสนุนการแลกเปลี่ยนนักศึกษา คณาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการจัดตั้งตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด โยคะ และอายุรเวท (Chairs) ณ มทส.

5.       การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง “Wellness and Healing Space” ณ มทส.

พิจารณาความเป็นไปได้ของศูนย์สุขภาพที่ทันสมัย ซึ่งอาจครอบคลุมการบำบัดด้วยธรรมชาติ โยคะบำบัด การบำบัดด้วยเสียง วารีบำบัด การล้างพิษ พื้นที่ทำสมาธิ และห้องปฏิบัติการวิจัย โดยการลงทุนและทรัพยากรจะดำเนินการผ่าน “ข้อตกลงโครงการแยกต่างหาก” ตามความเหมาะสม
 
 
 
     ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางของประเทศในการยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยนครราชสีมามีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เมืองท่องเที่ยวธรรมชาติ (ปากช่อง–เขาใหญ่–วังน้ำเขียว) และระบบนิเวศนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยและภาคีเครือข่าย ซึ่งจะช่วยขยายผลการขับเคลื่อน Korat Wellness Corridor และการพัฒนา เขตนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น หนุนยุทธศาสตร์ไทยสู่ “Medical Hub & Wellness Economy” พร้อมยกระดับโคราช  “ความร่วมมือกับ NIN และกระทรวง AYUSH จะช่วยให้โคราชและประเทศไทยก้าวสู่การเป็นปลายทางสุขภาพและเวลเนสที่ ‘เชื่อถือได้และมีมาตรฐาน’ โดยเชื่อมการพัฒนากำลังคน การพัฒนาบริการ และงานวิจัยเชิงหลักฐานเข้าด้วยกัน” อธิการบดี มทส. กล่าวในที่สุด

 

    Mr.Shri Amarendra Singh ผู้อำนวยการสถาบัน NIN กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนมิตรภาพไทย–อินเดีย และเป็นโอกาสในการต่อยอดองค์ความรู้ด้าน Naturopathy, Yoga และ Ayurveda สู่ความร่วมมือเชิงวิชาการและการพัฒนามาตรฐานระดับสากลร่วมกัน”

 
 
 
 
----------------
 

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง