มทส. โชว์เหนือ! พัฒนาระบบเรดาร์ไมโครเวฟกำลังสูง ฝีมือคนไทย ยกระดับการตรวจจับโดรนจิ๋วแบบ Real-time เสริมเกราะความมั่นคงของชาติ

มทส. โชว์เหนือ! พัฒนาระบบเรดาร์ไมโครเวฟกำลังสูง ฝีมือคนไทย 
ยกระดับการตรวจจับโดรนจิ๋วแบบ Real-time เสริมเกราะความมั่นคงของชาติ
 
 
  นักวิจัย มทส. โชว์ศักยภาพพัฒนาเทคโนโลยีด้านระบบเรดาร์ไมโครเวฟและระบบตรวจจับภัยทางอากาศ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ชูนวัตกรรมวงจรกำลังสูงและสายอากาศแบบสล็อตเฟสอาเรย์ (Slot Phased Array) ส่งด้วยเทคโนโลยีเรดาร์สมัยใหม่ ที่สามารถตรวจจับเป้าหมายขนาดเล็กจิ๋วได้แม่นยำ พร้อมประมวลผลและแสดงผลการตรวจจับเป้าหมายแบบเรียลไทม์ (Real-time Target Detection) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แสดงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการร่วมสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ  ทั้งช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาระบบเฝ้าระวังภัยทางอากาศที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต และยกระดับขีดความสามารถด้านการป้องกันอธิปไตยของไทย
 
 
 
 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ณ ณ สนามบินเล็ก คลอง ๑๑ อาร์ซี คลับ จังหวัด ปทุมธานี พลตรีระวี ตั้งพิทักษ์กุล  ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก (ผอ.สวพ.ทบ.) เป็นประธาน การทดสอบและประเมินผลโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบเรดาร์ตรวจจับอากาศยานไร้คนขับระยะไกลเพื่อป้องกันภัยคุกคามด้านความมั่นคงของกองทัพ” ผลงานนวัตกรรมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย ทองโสภา หัวหน้าโครงการวิจัยฯ พร้อมคณะนักวิจัยจากสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ในโอกาสนี้ ดร. สมสิทธิ์ มูลสถาน กรรมการบริหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ส.อ.ท. พร้อมด้วยผู้แทนผู้ประกอบการภาคเอกชน เข้าร่วมชมการทดสอบด้วย  ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และได้รับการสนับสนุนด้านการทดสอบและการประยุกต์ใช้งานจาก สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก (สวพ.ทบ.) ซึ่งเล็งเห็นถึงการพัฒนาเทคโนโลยีระบบตรวจจับและเฝ้าระวังอากาศยานไร้คนขับเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ เพื่อสนับสนุนภารกิจของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ รักษาเสถียรภาพของรัฐ และป้องกันการล่วงละเมิดจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ
 
 
 
  รองศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย ทองโสภา หัวหน้าโครงการวิจัยฯ เปิดเผยว่า งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบเรดาร์ตรวจจับอากาศยานไร้คนขับแบบครบระบบ (Radar System) ซึ่งประกอบด้วยทั้ง ภาคส่งสัญญาณ (Transmitter) และภาครับสัญญาณ (Receiver) โดยใช้หลักการของเรดาร์แบบ FMCW (Frequency Modulated Continuous Wave Radar) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเรดาร์สมัยใหม่ที่มีความสามารถในการตรวจจับเป้าหมายขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสามารถประมวลผลและแสดงผลการตรวจจับเป้าหมายแบบ เรียลไทม์ (Real-time Target Detection)
 
 
   ในส่วนของภาคส่งสัญญาณ นักวิจัยได้ออกแบบและพัฒนาวงจรความถี่สูงเพื่อสร้างและขยายสัญญาณคลื่นความถี่สำหรับการตรวจจับเป้าหมาย โดยระบบสามารถจ่ายกำลังไฟฟ้าเพื่อขับวงจรและระบบสายอากาศได้ประมาณ 400 วัตต์ เพื่อให้สามารถส่งพลังงานคลื่นความถี่สูงออกสู่อากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบเรดาร์ต้นแบบถูกออกแบบให้ทำงานในย่านความถี่ 5.8 GHz และสามารถตรวจจับอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กได้ในระยะประมาณ 1 กิโลเมตร โดยมีความสามารถในการตรวจจับเป้าหมายที่มีค่า Radar Cross Section (RCS) ต่ำถึง 0.01 ตารางเมตร ซึ่งเทียบเท่ากับอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กที่ใช้งานทั่วไปในปัจจุบัน
 
 
 
 
  หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของระบบเรดาร์ที่พัฒนาขึ้นคือ สายอากาศแบบสล็อตเฟสอาเรย์ (Slot Phased Array Antenna) ซึ่งได้รับการออกแบบเพื่อให้สามารถควบคุมทิศทางการแพร่กระจายของคลื่นไมโครเวฟได้อย่างแม่นยำ สายอากาศชนิดนี้มีข้อดีในด้านการเพิ่มค่าการขยายสัญญาณ (High Gain) การควบคุมลำคลื่นแบบอิเล็กทรอนิกส์ และความสามารถในการสแกนพื้นที่ตรวจจับได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเรดาร์ในการตรวจจับเป้าหมายขนาดเล็กในระยะไกล
 
  นอกจากนี้ ระบบที่พัฒนาขึ้นยังสามารถประมวลผลข้อมูลจากสัญญาณสะท้อนของเรดาร์และแสดงผลตำแหน่งของเป้าหมายบนระบบแผนที่ดิจิทัลแบบเรียลไทม์ โดยมีการใช้โมดูล GPS เพื่อช่วยระบุตำแหน่งและติดตามเป้าหมาย ทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถเฝ้าระวังสถานการณ์และตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
 
 
 
   ผลลัพธ์จากโครงการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านระบบเรดาร์ไมโครเวฟและระบบตรวจจับภัยทางอากาศ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีความสำคัญต่อภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งยังเป็นโมเดลสำคัญในการ "พึ่งพาตนเอง" ทางเทคโนโลยีความมั่นคง ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาระบบเฝ้าระวังภัยทางอากาศที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต โครงการวิจัยนี้จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนา เทคโนโลยีระบบเรดาร์ของประเทศไทย ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภารกิจด้านการป้องกันประเทศ การรักษาความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และการเฝ้าระวังภัยคุกคามทางอากาศในยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่
 
 
----------------------------------------------
 
 
ส่วนประชาสัมพันธ์
13 มีนาคม 2569

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง