มทส. เดินหน้าผลักดัน SUT-BNCT สู่โครงการยุทธศาสตร์ชาติ มุ่งเป้าศูนย์กลางวิจัยมะเร็งบำบัดและแหล่งผลิตบุคลากรนิวเคลียร์ระดับอาเซียน

มทส. เดินหน้าผลักดัน "SUT-BNCT" สู่โครงการยุทธศาสตร์ชาติ
มุ่งเป้าศูนย์กลางวิจัยมะเร็งบำบัดและแหล่งผลิตบุคลากรนิวเคลียร์ระดับอาเซียน
 
 
      มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ประกาศความพร้อมครั้งสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ของประเทศไทย โดยเดินหน้าผลักดันโครงการ SUT-BNCT (Boron Neutron Capture Therapy) ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อการรักษามะเร็ง ให้ก้าวขึ้นเป็น "โครงการยุทธศาสตร์ระดับชาติ (National Strategic Project)" เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดต่อระบบสาธารณสุขและการพัฒนาบุคลากรขั้นสูงของประเทศ
 
 
 
 
    การผลักดันดังกล่าวได้รับการนำเสนอและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในเวทีเสวนาของอนุกรรมธิการพิจารณาศึกษาด้านกฎหมายและระเบียบของพลังงานทางเลือกแบบใหม่ โดยการมอบหมายของคณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา มทส. นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิชัย แสงอาทิตย์ รักษาการแทนอธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร.สันติ แม้นศิริ รักษาการแทนคณบดีสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชิโนรัตน์ กอบเดช หัวหน้าโครงการศูนย์ปฏิบัติการวิจัยรังสีรักษาจากโบรอนจับยึดนิวตรอน (ศวบน. หรือ SUT-BNCT) ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศ
 
 
 
 
 
ชูยุทธศาสตร์ "3E" ขับเคลื่อนเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็กอย่างยั่งยืน
    ในเวทีหารือดังกล่าว มทส. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็กผ่านยุทธศาสตร์ "3E" เพื่อเป็นกลไกการบริหารจัดการที่เห็นผลสัมฤทธิ์จริง ประกอบด้วย:
 
 Education (การศึกษาและการสร้างความตระหนักรู้): มุ่งเน้นการให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนในทุกระดับเพื่อเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความเข้าใจ บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่เทคโนโลยีดังกล่าวมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุต่ำมาก (น้อยกว่า 0.01%) พร้อมสร้างความมั่นใจในมาตรฐานการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วตามแนวทางของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่ควบคุมมานานกว่า 80 ปี เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win) ให้เกิดขึ้นในสังคม
 
 Engineering (วิศวกรรมและการพึ่งพาตนเอง): เสนอให้ประเทศไทยยึดรูปแบบ "การทำงานร่วมกัน (Collaboration)" ในทุกขั้นตอนแทนการซื้อเทคโนโลยีสำเร็จรูป เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีในระยะยาว ดังเช่นโมเดลความสำเร็จของโครงการ SUT-BNCT ที่ร่วมมือกับประเทศจีนในเกือบทุกขั้นตอน หรือสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนที่สามารถดำเนินงานและพัฒนาต่อยอดระบบได้ด้วยฝีมือคนไทย
 
 Enforcement (การบังคับใช้กฎหมายและการกำกับดูแล): เน้นย้ำการบังคับใช้กฎหมายและระบบควบคุมอย่างเข้มงวดผ่านหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) อย่างสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย (สทน.) เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ประชาชน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขยายผลสู่การใช้เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อผลิตไฟฟ้าของหน่วยงานพลังงานหลักในอนาคต
 
 
 
 
 
เป้าประสงค์สูงสุด: ศูนย์กลางการวิจัยมะเร็งบำบัดที่พึ่งพาตนเองได้
 
     โครงการ SUT-BNCT มีเป้าหมายสูงสุดในการเป็น "ศูนย์วิจัยด้านมะเร็งบำบัด" ที่ทันสมัยและปลอดภัย ปัจจุบันโครงการนี้ได้รับการยอมรับและความเข้าใจจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี ทั้งในมิติด้านประโยชน์ทางการแพทย์และความปลอดภัยขั้นสูงสุดตามมาตรฐานสากล จนทำให้ มทส. ประสบความสำเร็จในการผ่านการประเมินและได้รับ "ใบอนุญาตสถานที่ตั้ง" รวมถึง "ใบอนุญาตก่อสร้างสถานประกอบการทางนิวเคลียร์แห่งแรกของประเทศไทย" จากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ซึ่งเกิดจากการระดมศักยภาพของคณาจารย์ บุคลากรภายใน และพันธมิตรวิศวกรวิชาชีพระดับวุฒิวิศวกรในการวิเคราะห์และออกแบบอาคารห่อหุ้มตามกฎหมายใหม่ของ IAEA นับเป็นต้นแบบความสำเร็จของการทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคงทางการแพทย์ของไทย
 
 
ฐานที่มั่นสำคัญในการผลิตบุคลากรและนักวิจัยระดับอาเซียน
นอกเหนือจากการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งแล้ว มทส. ยังมุ่งเป้าให้โครงการ SUT-BNCT เป็น ศูนย์วิจัยทางนิวเคลียร์ระดับอาเซียน และเป็น "สถานที่ฝึกปฏิบัติการจริง" สำหรับนักเรียน นักศึกษา และนักวิจัยของไทย การมีแหล่งฝึกอบรมที่ให้บุคลากรได้เรียนรู้และปฏิบัติงานกับเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูจริง จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการผลิตกำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูง เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการมาถึงของเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ในอีก 5-8 ปีข้างหน้า โดย มทส. พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและให้ความช่วยเหลือแก่หน่วยงานพลังงานหลักของชาติ ทั้ง กฟผ., กฟภ. และ PTT ที่มีแผนจะนำเทคโนโลยี SMR มาจัดตั้งในพื้นที่ภาคอีสานหรือจังหวัดนครราชสีมา
 
 
วาระเร่งด่วนสู่การผลักดันระดับชาติ
เพื่อให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ มทส. เตรียมประสานความร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการผลักดันโครงการ SUT-BNCT เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเร่งด่วน โดยมหาวิทยาลัยได้วางกรอบเป้าหมายในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณในปี 2571 เพื่อให้ประเทศไทยมีศูนย์วิจัยและแหล่งฝึกอบรมด้านนิวเคลียร์ที่สมบูรณ์แบบ ทันต่อการผลิตบุคลากรรองรับเทคโนโลยี SMR ในปี 2574 พลิกโฉมวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์และพลังงานของไทยสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง