 ความพร้อมของผู้เรียนถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในการเรียนการสอน
เนื่องจากมันอาจจะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้การเรียนการสอนเกิดขึ้นได้โดยง่ายและมีประสิทธิภาพ
ถ้าผู้เรียนมีความพร้อมสูง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้เรียนไม่ค่อยมีความพร้อมการเรียนการสอนก็จะเกิดขึ้นได้ลำบากขึ้น
ยิ่งผู้เรียนมีความพร้อมน้อยมาก การเรียนการสอนก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ลำบากมากเช่นกัน
ในเมื่อความพร้อมมีอิทธิฤทธิ์ต่อการเรียนการสอนมากเช่นนี้ ผู้ประกอบอาชีพครูจึงจำเป็นต้องรู้จักและเข้าใจธรรมชาติในเรื่องนี้เพื่อที่จะได้สามารถใช้ความพร้อมของผู้เรียนให้เป็นปัจจัยเสริมการเรียนการสอนของครู
หรือเรียกว่าเป็นการสร้างโอกาสให้การสอนของตนเองประสบความสำเร็จมากขึ้น แต่ถ้าครูไม่เข้าใจและไม่สามารถใช้ความพร้อมของผู้เรียนให้เป็นประโยชน์ต่อการสอนของตนเองได้แล้ว
แทนที่ความพร้อมจะช่วยให้โอกาสแก่ครู มันก็จะก่อให้เกิดวิกฤติแก่ครูขึ้นมาแทน
 ความพร้อมในการเรียน
หมายถึง สภาวะทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสติปัญญาของ ผู้เรียนที่เอื้อให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้ดี
ความพร้อมเกิดขึ้นได้สองทาง คือ ทางที่หนึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ อันเนื่องจากพัฒนาการทางจิตวิทยาของบุคคล
และทางที่สองคือเกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวของบุคคลนั้น อันเนื่องมากจากการกระทำของตนเองหรือสภาวะแวดล้อม
เพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นจะขออธิบายง่าย ๆ ดังนี้
- ความพร้อมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ความพร้อมชนิดนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามพัฒนาการทางจิตวิทยา กล่าวคือ เมื่ออายุมากขึ้น
คนก็จะมีสภาวะเปลี่ยนแปลงไปทำให้เอื้อต่อการเรียนรู้มากขึ้น เช่นเด็กทารกที่อายุไม่เกินสองขวบ
ยังพูดไม่ค่อยได้หรือพูดจาไม่ชัดเจน ย่อมไม่สามารถอ่านหนังสือได้ เพียงแต่จะเริ่มจดจำได้ว่า
สิ่งใดเรียกว่าอะไร หรือเด็กวัยรุ่นอายุ 17-18 ปี ที่ต่อมเพศทำงานเป็นปกติแล้ว
ย่อมมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษามากกว่าเด็กอายุ 10-11
ปี เช่นนี้เป็นต้น
- ความพร้อมที่เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ
หมายถึงสภาวะทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา ของบุคคลที่ไม่เป็นปกติ
อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เป็นไปตามสภาวะทางจิตวิทยาอันเป็นธรรมชาติ
เช่น บุคคลที่อดนอนมาเกือบตลอดคืน ย่อมไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ในวันรุ่งขึ้น
บุคคลที่ทะเลาะหรือขัดใจกับคนรักอย่างรุนแรงก็ย่อมไม่มีจิตใจที่จะเรียนรู้ทางวิชาการได้
เช่นนี้เป็นต้น ความพร้อมในลักษณะนี้จึงเกิดขึ้นใหม่ได้ หรือถูกทำลายไปได้อยู่ตลอดเวลา
 เมื่อเข้าใจเช่นนี้เป็นเบื้องต้นแล้วก็จะได้หันมาพิจารณากันว่า
ครู อาจารย์ ในมหาวิทยาลัยควรจะให้ความสนใจแก่ความพร้อมแบบไหนมากกว่ากัน
ก็จะตอบได้โดยไม่ต้องลังเลว่า ต้องให้ความสนใจแก่ความพร้อมที่เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ
หรือเพื่อให้ท่านคุ้นเคยก็อาจพูดด้วยภาษาอังกฤษว่า Temporary readiness ทั้งนี้ก็เพราะว่าโดยปกติเด็ก
ๆ ที่เรียนระดับมหาวิทยาลัยมักจะอยู่ในช่วงอายุ 17-24 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้ในทางจิตวิทยาเขาจำแนกไว้ว่าเป็นพวกวัยรุ่นตอนปลายและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
ซึ่งจะมีความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสติปัญญา ที่จะเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี
นี่พูดกันเฉพาะคนปกตินะครับ ส่วนบุคคลที่ผิดปกติไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย
จิตใจ หรือสติปัญญา เขาก็จะมีความพร้อมผิดปกติไปด้วย บุคคลที่มีความพิการทางกาย
หรือเป็นโรคซึมเศร้าเก็บกด ตลอดจนสติปัญญาสูงหรือต่ำผิดปกติ เขาก็จะมีความพร้อมผิดปกติไปด้วย
เมื่อเราทราบชัดเจนว่าตามความปกติ นิสิตนักศึกษา มีความพร้อมแล้วเช่นนี้
เราก็จะให้ความสนใจเฉพาะความพร้อมที่เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ชั่วขณะ
 เพราะมันจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
และเกิดไปเรื่อย ๆ ความพร้อมพวกนี้ก็จำแนกได้เป็นความพร้อมด้านร่างกาย จิตใจ
อารมณ์ และสติปัญญาหรือความคิด ซึ่งจะได้กล่าวถึงทีละด้าน ดังต่อไปนี้
- ความพร้อมทางด้านร่างกาย
ซึ่งหมายถึงความพร้อมอันเกิดจากความเป็นปกติทางร่างกาย เช่น ไม่อดนอน ไม่หิวโหย
ไม่เจ็บป่วย ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป เป็นต้น ความพร้อมของนิสิตนักศึกษา
ด้านนี้ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในความดูและของตัวนิสิตนักศึกษาเอง หรือไม่ก็ผู้ปกครอง
หรือหอพักนิสิต- นักศึกษา หรืออาจจะเป็นผู้บริหารที่จัดสภาพห้องพัก ห้องเรียนไม่เหมาะสม
หรือจัดให้มีอาหารขายไม่เพียงพอกับความต้องการ เหล่านี้เป็นต้น ส่วนครู
อาจารย์ผู้สอนจะมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มาก นอกเสียจากว่าอาจารย์จะคิดแปลก
ๆ เช่น นัดสอนเวลา 23:00 น. ซึ่งนิสิตนักศึกษา ควรจะถึงเวลานอนแล้ว หรือสอนตั้งแต่
10:00 น. ไปจนถึง 01:00 น. ไม่ยอมพักให้รับประทานอาหารกลางวัน หรือจับไปนั่งเรียนกันกลางสนามที่มีแดดจ้าและลมแรง
เช่นนี้เป็นต้น
- ความพร้อมทางด้านจิตใจและด้านอารมณ์
เรื่องนี้ครู อาจารย์มีความเกี่ยวข้องมากขึ้น แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นความรับผิดชอบของนิสิตนักศึกษาอยู่เหมือนเดิม
ส่วนที่เกิดมากจากนิสิตนักศึกษาเอง เช่น อารมณ์แปรปรวนเนื่องจากความแปรปรวนของต่อมไร้ท่อภายในตนเอง
อารมณ์เศร้าหมองรันทดเช่น การผิดหวังในความรัก อารมณ์ฟุ้งซ่านผิดปกติเพราะมีความรักมากผิดปกติ
อารมณ์ซึมเศร้าเพราะทะเลาะกับเพื่อน ๆ ลักษณะเหล่านี้แม้อาจารย์จะไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิด
แต่ก็ไม่ควรจะคิดหรือพูดว่า ฉันไม่เกี่ยว ทั้งนี้ ก็เพราะว่าอาจารย์สามารถช่วยได้
คิดเสียว่าถึงอย่างไร ๆ เขาก็เป็นลูกศิษย์และเป็นเด็กผู้มีประสบการณ์น้อยกว่าอาจารย์
นอกเสียจากว่าอาจารย์เองก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่พอ ๆ กับลูกศิษย์ ก็คงจะช่วยอะไรกันได้ไม่มากนัก
แต่ที่ร้ายที่สุดก็คืออาจารย์พวกหนึ่งที่นอกจากจะไม่ช่วยลูกศิษย์ในเรื่องนี้แล้ว
ยังกลับทำลายความพร้อมทางด้านจิตใจและด้านอารมณ์ของผู้เรียนเสียเอง วิธีทำลายก็ไม่ลำบากอะไรเลย
เช่น การดุด่าว่ากล่าวจนเกินความจำเป็น การแสดงความไม่ศรัทธาในผู้เรียน
การดูแคลน (ไม่ถึงกับดูถูกเหยียดหยาม) ผู้เรียน หรือถ้าจะกล่าวง่าย ๆ ก็คือการไม่มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน
มันก็เลย ไม่เกิด Teacher friendly ผู้เรียนก็จะขาดความกระตือรือร้นและความสนใจในการเรียนไป
- ความพร้อมทางด้านสติปัญญา
หมายถึงการมีพื้นฐานทางวิชาการเพียงพอที่จะเรียนรู้หรือรับรู้สิ่งใหม่
ๆ ทางวิชาการได้ เช่น มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาทางแคลคูลัสเสียก่อนที่จะเรียนรู้การออกแบบทางวิศวกรรมศาสตร์
มีความรู้ทางชีววิทยาและเคมีเพียงพอเสียก่อนที่จะเกิดการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอาหาร
เรียนรู้วิธีคิด วิธีค้นคว้า และได้ฝึกทักษะการคิด การค้นคว้า ก่อนที่เรียนรู้แบบแก้ปัญหา
(Problem solving method) เหล่านี้เป็นต้น เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ทราบว่าจะถือเป็นความผิดของใคร
หากจะถามนิสิตนักศึกษาเองว่าทำไมเธอจึงเรียนเรื่องนี้ไม่รู้เรื่อง เขาก็คงจะตอบในใจเพราะ
ไม่กล้าพูดว่า ก็เพราะอาจารย์สอนไม่รู้เรื่อง ฟังดูค่อนข้างเห็นแก่ตัวและไม่ค่อยฉลาดนัก
แต่ถ้าเราจะไปถามอาจารย์บ้างว่า ทำไมลูกศิษย์คุณเขาจึงสอบตกกันมากนัก ครูก็คงจะมีคำตอบมากมาย
เช่น พื้นฐานไม่มี ไม่ตั้งใจเรียน ขี้เกียจ เป็นต้น คำตอบเหล่านี้มีนัยซ่อนเร้นอยู่โดยไม่ต้องพูดว่า
ตัวอาจารย์สอนดีแล้วไม่มีอะไรบกพร่องจริง ๆ นะ ซึ่งถ้าเราจะให้ความเป็นธรรมแก่อาจารย์ผู้สอนเราอาจจะพบว่าเขาสอนดีแล้วจริง
ๆ ก็ได้ เพียงแต่ถ้านิสิตนักศึกษามีความพร้อมทางด้านสติปัญญา หรือความพร้อมทางวิชาการเสียหน่อย
เขาก็จะเกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้เองในบางมหาวิทยาลัยเขาจึงมีการทดสอบนิสิตนักศึกษาเพื่อจำแนกความรู้เดิมที่เรียกวันว่า
Placement Test ทั้งนี้ จะได้จัดกลุ่มผู้เรียนให้เหมาะสมตามความรู้เดิมของผู้เรียน
เพื่อที่อาจารย์ผู้สอนจะได้เข้าใจความพร้อมทางสติปัญญาหรือความพร้อมทางวิชาการของ
ผู้เรียนนั่นเอง อาจารย์หลายท่านพยายามช่วยนิสิตนักศึกษาในเรื่องนี้ โดยการมอบหมายงานให้ไปอ่านตำราหรือเอกสารมาก่อนแล้วจึงค่อยมาฟังการบรรยาย
หรือทำการอภิปรายกันในโอกาสต่อไป หรือก่อนที่จะเริ่มต้นสอนเนื้อหาใหม่ก็ทำการทบทวนเนื้อหาหรือมโนทัศน์
(Concept) ของเนื้อหาเดิมเสียก่อน เพื่อช่วยให้นิสิตนักศึกษาสามารถปะติดปะต่อเนื้อหาและความคิดได้
อาจารย์อีกหลาย ๆ ท่านก็จัดลำดับเนื้อหาอย่างเป็นระบบจากง่าย ๆ ไปสู่ยาก
ๆ จาก simple ไปสู่ complex วิธีการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า อาจารย์เหล่านี้ได้คิดถึงและช่วยให้ผู้เรียนเกิดความพร้อมทางวิชาการหรือสติปัญญาแล้ว
 ปัญหาสำคัญของการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับเรื่องความพร้อมของผู้เรียนก็คือ
อาจารย์ผู้สอนมักจะให้เกียรติผู้เรียนหรือลูกศิษย์ของตนเองมากเกินความเป็นจริงโดยการทึกทัก
(Assure) เองว่าลูกศิษย์ของตนเองมีความพร้อมในทุกด้านดีอยู่แล้ว ดีมากชนิด
พร้อมเพียบ ก็แล้วกัน ดังนั้น ในการสอนอาจารย์ก็ทำหน้าที่นำเสนอเนื้อหาสาระหรือความคิดที่จะต้องนำเสนอเป็นสำคัญ
ความจริงความคิดเช่นนี้ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องดีและมีความเป็นปัญญาชนอยู่มาก
เพียงแต่ว่าลูกศิษย์ของเราเขาเป็นเพียงปุถุชน และยังมีความเป็นเด็กอยู่มาก
เขาจึงไม่ค่อยตระหนักและไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการสร้างความพร้อมให้แก่ตนเองมากนัก
เช่น อดนอน ไม่รับประทานอาหารเช้า ไม่อ่านหนังสือ ไม่ทำการบ้าน เท่านี้ยัง
ไม่พอยังอุตส่าห์ไปหาเรื่องปวดหัวให้ตนเองอีก เช่น มีคนรักแบบลึกซึ้งทั้ง
ๆ ที่พ่อแม่ก็สั่งสอนมาว่าอย่าเพิ่งริรักในวัยเรียน เล่นพนันฟุตบอลจนเกิดหนี้สินรุงรังล้นพ้นตัว
ฯลฯ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเขาก็จะมีความพร้อมไม่มากที่จะเรียนรู้ และเมื่อผู้เรียนไม่มีความพร้อมที่จะเรียนรู้เสียแล้ว
ไม่ว่าคนสอนจะมีความรู้มากเพียงใด จะนำเสนอเนื้อหาที่มีความสำคัญเช่นไร มันก็จะเกิดผลไม่มาก
 อาจารย์บางท่านขัดใจมาก
ๆ ถึงกับกล่าวว่าสอน ๆ ไปแล้วก็เหมือนสีซอให้ควายฟัง คือมันไม่ยอมรู้เรื่อง
แต่ถ้าจะคิดดูให้ดี ๆ แล้ว อาจารย์ควรพิจารณาเสียก่อนว่าคนที่ท่านกำลังจะสีซอให้ฟังนั้นมันเป็นคนหรือมันเป็นควาย
อาจารย์ก็จะไม่ต้องอารมณ์เสียเช่นนี้ ปัญหาก็คือคนสอนก็แยกไม่ค่อยออกว่าคนเรียนเป็นคนหรือควายกันแน่
ไปทึกทักว่าเขาเป็นคน อุตส่าห์นั่งสีซอให้ฟังทั้ง ๆ ที่เขาเป็นควาย ก็ไม่ควรจะไปตำหนิควายมันเลย
ลองหันมาให้ความสำคัญต่อเรื่องความพร้อมของผู้เรียนกันดูเถอะครับ
แล้วลองช่วยกันสร้างความพร้อมให้แก่ผู้เรียนเสียก่อนแล้วเราจะพบว่าการสอนไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดเลย
พวกครูที่โรงเรียนดี ๆ เช่น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มเก่งแทบจะไม่ต้องสอนอะไรมากนักเลย
ทั้งนี้ ก็เพราะนักเรียนมีความพร้อมในการเรียนมากอยู่แล้ว
ส่วนครูในโรงเรียนเล็ก
ๆ ที่มีนักเรียนไม่ค่อยพร้อมด้วยเหตุต่าง ๆ จะพบกับความยากลำบากในการสอนเป็นอย่างมาก
เพราะความพร้อมในตัวผู้เรียนเป็นอุปสรรคในการสอน
นี่คือสัจธรรมของการเรียนการสอน
ไม่มีใครฝืนสัจธรรมของโลกได้หรอกครับ
..
|