|
อุปกรณ์เครื่องมือและเทคโนโลยี
ความเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จึงได้มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกิจกรรมต่างๆ
อย่างกว้างขวาง
ทั้งด้านการบริหาร
การจัดการ
ธุรการ
และวิชาการ
โดยการจัดหาติดตั้งและใช้ประโยชน์เครื่องมือและอุปกรณ์สมัยใหม่ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของการดำเนินการ
เช่น
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ
ห้องปฏิบัติการ
ทรัพยากรสารสนเทศ
ระบบสื่อสารสองทางผ่านดาวเทียมเพื่อการศึกษา
ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร
และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาอังกฤษ
เป็นต้น
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีมีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เป็นเครือข่ายหลักของมหาวิทยาลัยใช้ชื่อ Suranaree University of
Technology Network :
(SUTnet)
มีจุดมุ่งหมายเพื่อเชื่อมโยงทรัพยากรคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารเข้าด้วยกันเป็นระบบใหม่
เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ การเชื่อมต่ออยู่ในลักษณะกระจายการใช้งานไปยังสำนักวิชา
ศูนย์
สถาบัน
ส่วน
และหน่วยงานต่างๆ
ของมหาวิทยาลัย
โดยมีศูนย์คอมพิวเตอร์เป็นหน่วยงานจัดการบริหารการใช้งานของระบบเครือข่าย
เพื่อบริการการใช้งานทรัพยากรคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยร่วมกัน
รวมถึงการดูแลรักษาให้ระบบเครือข่ายทำงานได้ตามวัตถุประสงค์ ระบบเครือข่ายหลักของมหาวิทยาลัยจะเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลก
ผ่านทางศูนย์บริการ
International Network
เพื่อใช้ประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล
ติดต่อสื่อสาร
และสืบค้นข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
ประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ ของมหาวิทยาลัย
และสนับสนุนการวิจัยระดับนานาชาติโดยตรง
รายละเอียด ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (SUTnet)
Website
ศูนย์คอมพิวเตอร์
ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ
ระบบห้องสมุดอัตโนมัติของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2536
ในวงเงินทั้งสิ้น
21 ล้านบาท
แบ่งการจัดซื้อเป็น
4 ระยะ
แต่ละระยะห่างกันประมาณ
4-6 เดือน มหาวิทยาลัยได้เริ่มติดตั้งระบบระยะที่
1
เมื่อเดือนกรกฎาคม
2537 โดยมี
คอมพิวเตอร์เซิฟเวอร์และซอฟท์แวร์ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ
และเมื่อเดือนธันวาคมปีเดียวกัน
ได้ดำเนินการสร้างฐานข้อมูลของหนังสือวารสารและสื่ออื่นๆ
ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่มีให้บริการในศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา
ใน พ.ศ. 2538 มหาวิทยาลัยดำเนินการปรับขยายระบบในระยะที่
2 และ 3
โดยเพิ่มระบบการสืบค้นข้อมูลบรรณานุกรม (OPAC) การยืม-คืน
ระบบการสำรองหนังสือ
พร้อมทั้งปรับขยายจำนวนผู้ใช้ระบบให้สามารถใช้ได้พร้อมๆ กัน
ในช่วง พ.ศ.
2538 2543
ได้มีการปรับปรุงระบบห้องสมุดอัตโนมัติโดย
-
ปรับขยายจำนวนผู้ใช้ระบบเป็นจำนวน
48 ผู้ใช้
-
จัดซื้อระบบเพื่อลงรายการบทความวารสาร
บทความจากหนังสือพิมพ์
รวมทั้งข้อมูลที่ผู้ใช้
ควรทราบ
และสามารถให้ผู้ใช้เข้ามาสืบค้นข้อมูลได้ด้วยตนเองผ่าน
OPAC
ของห้องสมุด
- Upgrade
ซอฟท์แวร์
ระบบห้องสมุดอัตโนมัติ
- Upgrade OS
สำหรับคอมพิวเตอร์เซิฟเวอร์
ปัจจุบันระบบนี้ยังสามารถเชื่อมโยงกับระบบอินเทอร์เน็ต
โดยผ่านระบบดาวเทียมของมหาวิทยาลัยทำให้สามารถสืบค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ
ได้อย่างรวดเร็ว
Website
ศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา
ห้องปฏิบัติการ
การเรียนปฏิบัติการประกอบรายวิชาตามหลักสูตรของสาขาวิชาต่างๆ
ทุกหลักสูตร
ใช้ห้องปฏิบัติการที่ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
อันเป็นอีกลักษณะหนึ่งของการรวมบริการ
ประสานภารกิจ ประกอบด้วยอาคารกลุ่มเครื่องมือ
7 หลัง
เป็นห้องปฏิบัติการสาขาวิชาต่างๆ
รองรับการเรียนการสอนทั้งระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา
การวิจัยของคณาจารย์
รวมทั้งการให้บริการทางวิชาการแก่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน
อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นับตั้งแต่ปีการศึกษา 2536
2543
จำแนกประเภทห้องปฏิบัติการได้เป็น
2 ประเภท
ได้แก่ (1)
ห้องปฏิบัติการเพื่อรองรับการเรียนการสอนภาคปฏิบัติตามหลักสูตรต่างๆ
และ (2)
ห้องปฏิบัติการกลางเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน การวิจัย
และบริการวิชาการ
จำนวนทั้งสิ้น
186 ห้อง
ตั้งแต่ พ.ศ.
2536 2543
มหาวิทยาลัยได้จัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อครุภัณฑ์ประจำห้องปฏิบัติการศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รวมทั้งสิ้น
774,712,178 บาท
ทั้งนี้
ยังไม่รวมวงเงินที่ใช้ในการปรับปรุงอาคารเพื่อรองรับการติดตั้งเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ
การปรับปรุงระบบวิศวกรรมอาคาร
และอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้อง
ดังนี้
ทรัพยากรสารสนเทศ
ตั้งแต่ปีการศึกษา
2538 2543
มหาวิทยาลัยมีทรัพยากรสารสนเทศและบริการสารสนเทศอยู่ภายใต้
การควบคุมดูแลของศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา
เพื่อให้บริการการเรียนการสอน
การวิจัย
และอื่นๆ
ได้แก่
หน่วย
: รายการ
|
รายการ
|
ปีการศึกษา
|
|
|
2538
|
2539
|
2540
|
2541
|
2542
|
2543
|
|
1.
หนังสือ
จุลสาร
งานวิจัย
และวิทยานิพนธ์
|
5,294
|
6,585
|
8,731
|
6,500
|
6,800
|
14,422
|
|
2.
วารสาร
นิตยสาร
และหนังสือพิมพ์
|
800
|
800
|
900
|
1,000
|
1,000
|
1,000
|
|
3.
สื่อโสตทัศน์
เช่น
วีดิทัศน์
เทปเสียง
สไลด์และแผนที่
|
723
|
1,584
|
1,281
|
1,218
|
1,370
|
1,065
|
|
4.
สื่ออิเล็กทรอนิกส์
เช่น
CD-ROM
และแผ่น
Diskette
|
-
|
608
|
63
|
116
|
253
|
689
|
|
5.
คอมพิวเตอร์เพื่อบริการสืบค้นสารสนเทศ
ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
|
10
|
20
|
20
|
20
|
20
|
20
|
นอกจากนี้เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพสูงสุด
มหาวิทยาลัยได้จัดให้มีงบประมาณบริการสารสนเทศสำหรับคณาจารย์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสืบค้นข้อมูลจากสถาบันต่างๆ
ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
เป็นจำนวนเงิน
2,500
บาทต่อคนต่อปี
โดยอยู่ภายใต้การบริหารงานของศูนย์บรรณสารและสื่อการศึกษา
ระบบสื่อสารสองทางผ่านดาวเทียมเพื่อการศึกษา
มหาวิทยาลัยได้เล็งเห็นความสำคัญและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารคมนาคม
จึงได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาช่วยในการบริหารและจัดการศึกษา
เพื่อให้บรรลุความเป็นเลิศทางวิชาการ
พร้อมกับเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาและเพิ่มพูนความรู้แก่บุคลากรในโลกยุคโลกาภิวัตน์
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
ได้มีการดำเนินงานดังนี้
ระยะที่ 1
การทดลองเชื่อมโยงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนและการวิจัย ในเบื้องต้นได้รับความร่วมมือจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
และบริษัท
ACUMEN จำกัด
โดยบริษัทให้ยืมอุปกรณ์สถานีดาวเทียมภาคพื้นดิน
ตลอดจนช่องสัญญาณดาวเทียมปาลาปา
บี 2 (PALAPA B2)
ที่ความเร็ว
9.6 kbps
เพื่อทำการทดลองเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
และได้เปิดให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยใช้บริการไทยสารและอินเทอร์เน็ต
ตั้งแต่ พ.ศ.
2536
เป็นต้นมา
ระยะที่ 2
การดำเนินการให้บริการมหาวิทยาลัยได้เสนอโครงการไปยังศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
เพื่อของบประมาณสนับสนุนในการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยกับเครือข่ายไทยสาร
และอินเทอร์เน็ต เพื่อรองรับการใช้งานของนักศึกษาและบุคลากร
รวมทั้งสถาบันการศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา
ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนเป็นระยะเวลา
1 ปี
โดยได้เพิ่มความเร็ววงจรดาวเทียมเป็น
19.2 kbps
ระยะที่ 3
ดำเนินการสร้างสถานีดาวเทียม
ห้องประชุม
และห้องเรียนทางไกล เพื่อกระจายการศึกษาและการพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพสูงขึ้น
มหาวิทยาลัยได้เสนอโครงการระยะยาวเพื่อขออนุมัติใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคม
(THAICOM)
ซึ่งกระทรวงคมนาคม
โดยกรมไปรษณีย์โทรเลขเป็นผู้ดูแล
และได้รับการอนุมัติ
หลังจากนั้นเมื่อวันที่
22 มกราคม 2537
สภามหาวิทยาลัยได้อนุมัติให้ดำเนินการจัดสร้างและติดตั้งอุปกรณ์สถานีดาวเทียมขึ้นที่ชั้น
3
อาคารบรรณสาร
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
และที่อาคารทบวงมหาวิทยาลัย
เพื่อให้อุปกรณ์สถานีภาคพื้นดินของมหาวิทยาลัยสอดคล้องกับอุปกรณ์แม่ข่ายที่กรมไปรษณีย์โทรเลข
จึงได้กำหนดระบบดาวเทียมเป็นชนิดเข้าถึงหลายทางแบบแบ่งเวลา (Time Division Multiple
Access :TDMA)
ซึ่งเป็นระบบที่สามารถใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมร่วมกับสถานีภาคพื้นดินที่อื่นๆ
ได้
โดยได้ดำเนินการติดตั้งและทดสอบระบบพร้อมใช้งานตั้งแต่ปลาย
พ.ศ. 2537 และได้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่
2 มีนาคม 2538
ใน พ.ศ. 2541
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีได้ขยายเครือข่ายการให้บริการระบบสื่อสารสองทางผ่านจอภาพ
( Video Conferencing
System)
โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยการส่งสัญญาณผ่านใยแก้วนำแสง
(Optical Fiber)
และเพิ่มจุดการให้บริการจากเดิม
3 จุด
ได้แก่ (1) อาคารเรียนรวม
ห้องเรียน
300 ที่นั่ง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
นครราชสีมา
(2)
อาคารเอสเอ็มทาวเวอร์
ชั้น 19
หน่วยประสานงานมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
กรุงเทพมหานคร
และ (3)
อาคารบริหาร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
นครศรีธรรมราช
เมื่อรวมกับจุดบริการเดิม
2 จุด คือ
ที่ชั้น 3
อาคารบรรณสาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
และอาคารทบวงมหาวิทยาลัยก็สามารถให้บริการด้านการเรียนการสอนและการประชุมทางไกลได้พร้อมกันทั้ง
5 จุด
โดยใช้การส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมไทยคมกับการส่งสัญญาณผ่านใยแก้วนำแสง
ที่ความเร็ว
384 kbps
จากนโยบายขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่ภูมิภาค
ทบวงมหาวิทยาลัยได้มีการศึกษาถึงแนวทาง เรื่อง
การจัดการศึกษาทางไกลผ่านระบบสารสนเทศอย่างมีคุณภาพ
และได้เสนอโครงการเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี
ในการประชุมเมื่อวันที่
20
มิถุนายน
2538
และวันที่
8 ตุลาคม 2539
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการขยายวิทยาเขตสารสนเทศของมหาวิทยาลัยไปสู่ภูมิภาค
และเห็นชอบโครงการเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา
รัฐบาลได้จัดตั้งองค์กรกลางเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษาโดยให้เป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระ
ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลผ่านทบวงมหาวิทยาลัย
ปัจจุบันทบวงมหาวิทยาลัยได้สร้างเครือข่ายสารสนเทศครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ
และเลือกมหาวิทยาลัยที่เป็นศูนย์กลางภูมิภาคจะเป็นแกนหลักของการเชื่อมต่อห้องเรียนการสอนทางไกล
ช่วยเตรียมความพร้อมด้านการผลิตและพัฒนาอาจารย์ให้กับมหาวิทยาลัยที่เป็นวิทยาเขต
ซึ่งยังขาดแคลนบุคลากรในช่วงเริ่มต้น
โดยมี Gateway
อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีได้รับคัดเลือกให้เป็นสถานีเครือข่ายหลักที่เป็นจุดเชื่อมต่อของมหาวิทยาลัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ด้วยสายสัญญาณ
E1 ซึ่งมี
Bandwidth 2 Mbps
ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร
โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีได้เริ่มดำเนินการใน พ.ศ. 2539
ประกอบด้วยฐานข้อมูล
6 ฐาน
ได้แก่
ฐานข้อมูลนักศึกษา
ฐานข้อมูลบุคลากร
ฐานข้อมูลโปรแกรมการศึกษา
ฐานข้อมูลการเงิน
ฐานข้อมูลอาคารสถานที่
และฐานข้อมูลเทคโนโลยีการศึกษา
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการวางแผน
การตัดสินใจ
และการบริหารงานของผู้บริหารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
พร้อมทั้งตอบสนองความต้องการใช้งานของหน่วยงานต่างๆ
ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารเป็นการพัฒนาระบบฐานข้อมูลในลักษณะระบบการจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
(Relational Database
Management System : RDBMS)
ซึ่งข้อมูลจะมีความสัมพันธ์กันทั้งระบบ
โดยระบบถูกพัฒนาให้ใช้ได้ทั้ง
2 ภาษา คือ
ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกใช้ภาษาใดก็ได้ตามความต้องการ
การพัฒนาระบบเป็นแบบ
Web Database
ทำงานบนระบบอินทราเน็ต
ซึ่งประกอบด้วย
การบันทึกข้อมูล
การเรียกค้นข้อมูล
และการแสดงผลรายงาน
โดยมีหน่วยงานต่างๆ
ทำหน้าที่ในการบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ
ข้อมูลที่บันทึกเข้าสู่ระบบจะถูกรวบรวม
วิเคราะห์
และนำเสนอสำหรับผู้บริหารและหน่วยงานในรูปแบบของรายงาน
ซึ่งมีทั้งรายงานตามรูปแบบที่กำหนด
และรายงานที่กำหนดตามเงื่อนไข
การนำเสนอข้อมูลส่วนใหญ่จะนำเสนอด้วยรูปภาพ
แผนภูมิ
และตารางในรูปแบบต่างๆ
ทั้งนี้เพื่อประโยชน์และอำนวยความสะดวกในการใช้งานระบบ
ข้อมูลที่เก็บไว้ในระบบมีทั้งข้อมูลที่หน่วยงานต่างๆ
บันทึกเข้าสู่ระบบโดยตรง
และข้อมูลที่ดึงจากฐานข้อมูลหลักที่มีอยู่แล้วของหน่วยงานมหาวิทยาลัย
เช่น
ฐานข้อมูลการเงิน
บัญชี
พัสดุ
และงบประมาณของส่วนการเงินและบัญชี
ส่วนพัสดุ
ส่วนแผนงาน
และฐานข้อมูลนักศึกษาของศูนย์บริการการศึกษา
โดยผ่าน เครือข่ายส่วนตัว
(Private Network)
นอกจากนี้
ยังมีการจัดเก็บข้อมูลของมหาวิทยาลัย/สถาบันอื่นๆ
ไว้ในระบบ
เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์และเปรียบเทียบกับข้อมูลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
เพื่อประโยชน์ในการวางแผน
การบริหาร
และการตัดสินใจของผู้บริหารด้วย
โดยคาดว่าการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจะแล้วเสร็จใน
พ.ศ. 2545
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาอังกฤษ
มหาวิทยาลัยโดยสาขาวิชาภาษาอังกฤษได้สร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาอังกฤษโดยนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างทัศนคติและวินัยในการเรียนรู้ด้วยตนเองให้กับนักศึกษานอกเหนือไปจากการเรียนรู้จากอาจารย์ในชั้นเรียนในรายวิชาภาษาอังกฤษบังคับระดับปริญญาตรี โดยเน้นเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช่วยพัฒนาทักษะการฟัง
การอ่าน
คำศัพท์
และไวยากรณ์ มีการดำเนินการพัฒนาบทเรียนช่วยสอนภาษาอังกฤษดังนี้
ในช่วง พ.ศ.
2536 - 2537
ได้ศึกษารูปแบบหรือแนวทางการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
กำหนดยุทธศาสตร์การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนร่วมกับการสอนในชั้นเรียนโดยอาจารย์ในทุกรายวิชาภาษาอังกฤษบังคับ
ในอัตราส่วน
50 : 50
และได้ผลิตบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ในรายวิชาภาษาอังกฤษ
1 - 2
ใน พ.ศ. 2538
ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศจัดฝึกอบรมการผลิตบทเรียนคอมพิวเตอร์ให้กับอาจารย์สาขาวิชาภาษาอังกฤษ
และได้ผลิตบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในรายวิชาภาษาอังกฤษ
3 - 4
ใน พ.ศ. 2539
พัฒนาปรับปรุงบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในรายวิชาภาษาอังกฤษ
1 - 4
ให้มีองค์ประกอบทางทักษะทางภาษามากขึ้น
มีความหลากหลายในกิจกรรมการเรียนรู้
และมีหนังสือประกอบการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์
สำหรับรายวิชาภาษาอังกฤษ
ได้พัฒนาให้เป็นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่เรียนด้วยตนเองทั้งหมด
แต่ยังมีอาจารย์ผู้สอนทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำและเสริมความรู้
ใน พ.ศ. 2540 -
2541
พัฒนาปรับปรุงบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาอังกฤษให้มีลักษณะตอบสนองต่อผู้เรียนมากขึ้น
ทำให้บทเรียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในช่วง พ.ศ.
2542 - 2543
สร้างบทเรียนเพิ่มเติมในรายวิชาภาษาอังกฤษ
1
และร่วมมือกับโครงการการศึกษาไร้พรมแดนในการผลิตบทเรียนฯ
รายวิชาภาษาอังกฤษบังคับ
และมีบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สมบูรณ์
ดังนี้
-
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนรายวิชาภาษาอังกฤษ
1- 4
-
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนรายวิชาภาษาอังกฤษ
1 - 2 (เพิ่มเติม)
-
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในโครงการการศึกษาไร้พรมแดน
รายวิชาภาษาอังกฤษ 1- 5
อยู่ระหว่างการดำเนินการ
นอกจากนี้สาขาวิชาภาษาอังกฤษทำการวิจัยเกี่ยวกับทัศนคติและการเรียนการสอนภาษาอังกฤษด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์
2 เรื่อง
ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า
นักศึกษามีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์
และมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนสูง
ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนอยู่ในเกณฑ์ที่สูง
ดังนั้น
การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีส่วนช่วยพัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษา และเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาอย่างแท้จริง
|